วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

control panel และอุปกรณ์ต่อพ่วง

การจัดการเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์ถ่ายเอกสาร
ในขณะที่Windowsรุ่นก่อนๆได้มีการเสนอเกี่ยวกับฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการจัดการเครื่องพิมพ์ที่เสถียรพอสมควร แต่สำหรับWindows7 ได้มีการพัฒนาให้การมใช้งานฟังก์ชั่นดังกล่าวทำงานได้ง่ายขึ้นเพียงคุณคลิกขวาที่เครื่องพิมพ์คุณก็จะสามารถ
ดูคิวพิมพ์
ชุดเครื่องพิมพ์เป็นค่าเริ่มต้น
เปลี่ยนการตั้งค่าการพิมพ์เช่นรูปแบบขนาดกระดาษคุณภาพการพิมพ์คำสั่งหน้าความละเอียดและอื่นๆ
เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเครื่องพิมพ์ (แบ่งปันพอร์ตการตั้งค่าการจัดการสี, ความปลอดภัยเครื่อง)
แก้ไขอุปกรณ์ต่างๆ

คลิกขวาที่อุปกรณ์มัลติฟังก์ชันซึ่งก็คือหน้ารวมของอุปกรณ์ต่อพ่วงด้านการพิมพ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสแกน เครื่องพิมพ์ รวมไปถึงอุปกรณ์ Optical ด้วย เพื่อเปิดหรือจัดการกับอุปกรณเหล่านั้น

Device Stageซึ่งก็คือเทคโนโลยีใหม่ของ Windows 7  ที่ช่วยจัดการอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ อย่างเหนือชั้นไปสู่อีกระดับที่เหนือกว่า Device Stage ช่วยให้คุณสามารถโต้ตอบกับอุปกรณ์ใดๆ ที่เข้ากันได้ซึ่งเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ของคุณ จาก Device Stage คุณจะสามารถเห็นสถานะของอุปกรณ์และเรียกใช้ได้จากหน้ าต่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีรูปภาพของอุปกรณ์ปรากฏขึ้น ช่วยให้ง่ายแก่การมองเห็นว่ามีอุปกรณ์ใดบ้าง อีกทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์ยังสามารถกำหนด Device Stage เองได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ผลิตกล้องของคุณมี Device Stage แบบกำหนดเอง เมื่อคุณต่อสายกล้องของคุณเข้ากับพีซีคุณจะสามารถเห็ นสิ่งต่างๆ เช่น
เชื่อมโยงไปยังสาธารณูปโภค
ปรับปรุง Driver
กระดาษและสื่อการสั่งซื้อ
อุปกรณ์ซอฟต์แวร์
เว็บไซต์ผู้ผลิต
ตัวอย่างนี้แสดงการโต้ตอบ ของ Device Stage ของ Epson Epson WorkForce 60 0 ซึ่งป็นเครื่องมัลติฟังก์ชันตัวใหม่ ไดรเวอร์นี้มีใน Windows 7 Beta แต่จะไม่มีใน Windows 7 RC รุ่นอัพเดทของไดรเวอร์นี้จะใช้ได้เมื่อ Windows 7 ไปอยู่ในเดือนตุลาคม

Device Stage ที่ใช้โปรแกรมควบคุมพิเศษการใช้เขียน XML metadata ไฟล์และภาพอุปกรณ์ file icon เพื่ออธิบายอุปกรณ์และให้เข้าถึงหน้าที่ หากคุณอยากรู้จริงๆเกี่ยวกับรายละเอียดทางเทคนิคให้ดู หน้า  Windows Device Experience   ที่ Microsoft.comดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นหากอุปกรณ์ของคุณไม่ได้มี Device Stage ที่เปิดใช้งานโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์เช่นเดียวกับกรณีถ้าคุณใช้ Windows Vista driver ด้วย Windows 7 คุณจะต้องติดต่อผู้ผลิตไดรเวอร์ของคุณเพื่อดูเกี่ยวกับการปรับปรุง

Device Stageซึ่งก็คือเทคโนโลยีใหม่ของ Windows 7  ที่ช่วยจัดการอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ อย่างเหนือชั้นไปสู่อีกระดับที่เหนือกว่า Device Stage ช่วยให้คุณสามารถโต้ตอบกับอุปกรณ์ใดๆ ที่เข้ากันได้ซึ่งเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ของคุณ จาก Device Stage คุณจะสามารถเห็นสถานะของอุปกรณ์และเรียกใช้ได้จากหน้ าต่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีรูปภาพของอุปกรณ์ปรากฏขึ้น ช่วยให้ง่ายแก่การมองเห็นว่ามีอุปกรณ์ใดบ้าง อีกทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์ยังสามารถกำหนด Device Stage เองได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ผลิตกล้องของคุณมี Device Stage แบบกำหนดเอง เมื่อคุณต่อสายกล้องของคุณเข้ากับพีซีคุณจะสามารถเห็ นสิ่งต่างๆ เช่น
- เชื่อมโยงไปยังสาธารณูปโภค
- ปรับปรุง Driver
- กระดาษและสื่อการสั่งซื้อ
- อุปกรณ์ซอฟต์แวร์
- เว็บไซต์ผู้ผลิต
ตัวอย่างนี้แสดงการโต้ตอบ ของ Device Stage ของ Epson Epson WorkForce 60 0 ซึ่งป็นเครื่องมัลติฟังก์ชันตัวใหม่ ไดรเวอร์นี้มีใน Windows 7 Beta แต่จะไม่มีใน Windows 7 RC รุ่นอัพเดทของไดรเวอร์นี้จะใช้ได้เมื่อ Windows 7 ไปอยู่ในเดือนตุลาคม

Windows Explorer ใน Windows 7

            สำหรับการเพิ่มชอร์ทคัตโปรแกรมโปรดเข้าไปใน Favorites ของ Windows Explorer ใน Windows 7 จะไม่สามารถทำได้โดยตรง ซึ่งข้างล่างนี้จะเป็นภาพตัวอย่างของการเพิ่มชอร์ทคัตเข้าไปในกรุ๊ปดังกล่าว โดยคุณจะไม่สามารถลากไอคอนโปรแกรมที่ต้องการไปสร้างชอร์ทคัตได้โดยตรง แต่จะต้องเข้าทางอื่นแทน 


ขั้นตอนการปรับแต่งให้กรุ๊ป Favroites มีชอร์ตคัทของโปรแกรมโปรดสามารถทำได้โดยขั้นแรกให้กดปุ่ม Windows + R เพื่อเปิดไดอะล็อกบ๊อกซ์ Run จากนั้นพิมพ์ %userprofile%\Links เข้าไปในช่องข้อความ Open: แล้วกดปุ่ม Enter หน้าต่าง C:\Users\Username\Links จะถูกเปิดขึ้นมา คราวนี้ลองลากไอคอนโปรแกรมที่ชืนชอบมาวางในนี้ เพื่อสร้าง shortcut ซึ่งมันจะทำได้ แล้วลองสังเกตกรุ๊ป Favorites คุณจะเห็นว่า ชอร์ทคัตที่สร้างขึ้นในนี้จะไปปรากฎในกรุ๊ป Favorites เองโดยอัตโนมัติ ไม่ยากเลย ถ้าสนใจก็ลองทำดูนะครับ


Windows 7 Explorer แครชเมื่อทำการเชื่อมต่อระบบ Wireless LAN จากไอคอนบนถาดระบบ

มีการพบปัญหาใหม่ใน Windows 7 อีกแล้ว คราวนี้เป็นปัญหา Explorer เกิดการแครชและรีสตาร์ทเมื่อผู้ใช้พยายามทำการเชื่อมต่อกับระบบ Wireless LAN จากไอคอนบนถาดระบบ ซึ่งล่าสุดไมโครซอฟท์ได้ออกมาอธิบายรายละเอียดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวนี้พร้อมแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาแล้ว
โดยไมโครซอฟท์อธิบายถึงปัญหาดังกล่าวนี้ว่า บนระบบที่มีแอคเซสพอยน์ (Access Points) จำนวน 5 ตัวขึ้นไป เมื่อผู้ใช้พยายามทำการเชื่อมต่อกับระบบ Wireless LAN จากไอคอนบนถาดระบบ จะทำให้ Explorer เกิดการแครชและรีสตาร์ท โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้วินโดวส์จะทำการรายงานความผิดผลาดใน

การติดตั้ง Windows 7

Microsoft Windows 7
เป็นระบบปฏิบัติการ (Operating System) สำหรับติดตั้งใช้งานบนเครื่องพีซี/โน๊ตบุ๊ค สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป จากการทดสอบทำงานได้เร็วกว่า Windows Vista อยู่มากพอสมควร รวมทั้งได้เพิ่มความสามารถ
มาหลายๆ ด้าน อาทิ แอพพลิเคชันTaskbar ใหม่, การปรับปรุงสำหรับการทำงานบนเดสก์ท็อป, ความสามารถด้านเครือข่าย ส่วนของ Homegroup และ VPN, อัปเกรด IE เป็นเวอร์ชั่น 8, การจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ที่ดีขึ้น ท่านสามารถดาวน์โหลดตัวติดตั้งมาทดลองใช้งานได้ที่เว็บไซต์



พัฒนาการระบบ Windows
ฝั่งเดสก์ท็อป (for User) : DOS6.22 > Windows 1.0 > Windows 3.0 > Windows 3.11 > Windows 95 > Winddows 98 > Windows 98 OSR2 >
Windows 2000 > Windows ME > Windows XP > Windows Vista > Windows 7
ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (for Admin) : Windows NT > Windows 2000 Server > Windows Server 2003 > Windows Server 2008


ขั้นตอนการติดตั้ง
1. ตั้งเครื่องให้บู๊ตจาก CD/DVD ROM
2. ทำการบู๊ตเครื่องใหม่ระบบจะทำการตรวจสอบแผ่นและเรียกไฟล์ Autorun เพื่อเริ่มขั้นตอนการติดตั้ง Windows
3. ระบบขึ้นข้อความ Windows is loading files...
4. แสดงหน้าต่าง Install Windows ให้คลิกเลือกภาษา โซนเวลา และชนิดแป้นพิมพ์ที่ใช้ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
Language to install: English
Time and currency format: English (United States)
Keyboard or input method: US

5. คลิกปุ่ม Install Now เพื่อเริ่มติดตั้ง
6. คลิกเลือกสถาปัตยกรรม CPU ที่ต้องการ ในที่นี้ให้เลือกเป็น X86 (ระบบ 32 บิต) เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
7. ระบบรายงานลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ให้คลิกที่ [/] I accept license terms เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
 

8. ระบบสอบถามว่าต้องการติดตั้งแบบ Upgrade (กรณีต้องการอัปเกรดจาก Windows XP หรือ Windows Vista)
หรือติดตั้งใหม่ ในที่นี้ให้คลิกเลือกที่ Custom
9. แสดงขนาดพื้นที่ดิสก์ที่ใช้ติดตั้งระบบ ให้คลิกที่ปุ่ม Next
10. เริ่มทำการคัดลอกไฟล์ตัวติดตั้งจาก CD/DVD ROM ลงสู่ฮาร์ดดิสก์ เสร็จแล้วระบบจะทำการแตกไฟล์ตัวติดตั้งและทำการติดตั้งระบบ Windows 7
11. ทำการตั้งชื่อเครื่องและปรับค่าพื้นฐาน
12. คลิกปุ่ม Finish เพื่อบู๊ตระบบใหม่
13. ล็อกอินเข้าระบบ
14. ยินดีต้อนรับเข้าสู่การใช้งาน Windows 7


ความสามารถใหม่ ๆ ของ Windows 7

สำหรับ Windows 7 ที่มีกำหนดวางขายในปลายปีนี้เรียกได้ว่า เป็นการยกเครื่องของ Windows ครั้งใหญ่เลยครับ โดยได้ปรับปรุงจุดต่างๆ ไปหลายๆ จุด รวมถึงความสามารถที่เพิ่มเข้ามา และความเร็วที่เพิ่มขึ้นจาก Windows Vista อย่างเห็นได้ชัด วันนี้ Notebookspec จะมาสรุปความสามารถของ Windows 7 ซึ่งเพิ่มเข้ามา และไม่มีใน Windows Vista หรือ Windows รุ่นก่อนๆ ให้ชมกันครับ
1. Shake ‘em away
ลูกเล่นเวลาเขย่าหน้าต่าง แล้วหน้าต่างอื่นๆ หายไป
2. Jumplists
เรียกง่ายๆ ว่าเป็นเมนูลัดของแต่ละโปรแกรม ที่เราปักหมุดไว้บนทาสก์บาร์น่ะครับ
3. A step forward in previewing
ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ในหน้าพรีวิวของโปรแกรม
4. Snap into place
คือการจัดขนาดหน้าต่างอัตโนมัติ เวลาเราลากไปจุดต่างๆ ครับ อย่างเช่น ลากไปบนสุด ก็จะขยายเต็มจอ เป็นต้น
5. XP Mode
ล่าสุดพึ่งออกตัว
Release Candidate มาให้โหลดกัน คือการรัน Windows XP บน Windows 7 ใช้สำหรับรันโปรแกรมเก่าๆ ที่รันไม่ได้บน Windows 7 ครับ แต่เครื่องต้องรองรับด้วยครับ




6. An easier and quicker way to adjust multiple displays
คือสามารถจัดการการแสดงผลออกหลายๆ จอ ได้ในตัวของ Windows เองครับ ไม่ต้องง้อไดรเวอร์

7. A personalised Stage for your device
ความเข้ากันได้กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์ เครื่องเล่น MP3 ฯลฯ

8. (Almost) eliminate the notification area!
ระบบจัดการ notifiication area แบบใหม่

9. Problem Steps Recorder
เป็นระบบใหม่ ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ใช้ทั่วๆ ไปครับ ที่บางครั้งเจอปัญหาอะไรแล้วอธิบายไม่ถูก ก็ใช้โปรแกรมตัวนี้บันทึก แล้วส่งไปให้คนที่สามารถช่วยเหลือได้ ช่วยเหลือต่อไป

10. New Magnifer tool
ระบบการช่วยเหลือแบบใหม่ ที่เพิ่มความสามารถ และฟีเจอร์ต่างๆ เข้าไปจากเดิม

11. A new way to preview your music files
สามารถเล่นไฟล์ลองเล่นไฟล์เพลงผ่านหน้าพรีวิวของ Windows Explorer ได้เลยครับ

12. Homegroup Networking
Homegroup คือระบบการแชร์ไฟล์ และอุปกรณ์แบบใหม่ ที่ใช้งานง่ายกว่าเดิม สำหรับผู้ใช้ Windows 7
13. Stream music directly to another computer
เป็นอีกความสามารถของ Homegroup ที่สามารถสตรีมไฟล์มีเดียต่างๆ ได้ด้วย

14. Action Center
ระบบแจ้งเตือนแบบใหม่ ที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียวกัน ลดความสับสนไปได้พอสมควรครับ

15. Pin anything to Taskbar
เพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการใช้งาน โดยเราสามารถพิน shortcut หรือไฟล์ต่างๆ ที่ใช้อยู่บ่อยๆ ไว้บทาสก์บาร์ครับ

16. Improved Touch Navigation
สนับสนุนระบบสัมผัส แบบเต็มรูปแบบ

17. Native ISO Burner
เขียนไฟล์อิมเมจได้ในตัว โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมอื่นเพิ่มครับ
18. Native calibration tools
ความสามารถในการ Calibrate หน้าจอในตัว ไม่ต้องง้อโปรแกรมเสริม (อีกแล้ว)




หน้าจอทัชสกรีน

1. หน้าจอแบบ Resistive
เทคโนโลยี Resistive ถือว่าเป็นแบบที่ประหยัดและเหมาะกับการใช้งานประเภทต่างๆได้กว้างขวาง เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าที่ใช้เครื่อง POS งานควบคุมทางด้านอุตสาหกรรม รวมทั้งใช้ในอุปกรณ์พกพาอย่าง PDA, Mobile เป็นต้น Touch Screenแบบ Resistive จะประกอบด้วย เลเยอร์ด้านบนที่ยืดหยุ่นและเลเยอร์ด้านล่างที่อยู่บนพื้นแข็งคั่นระหว่าง 2 เลเยอร์ด้วยเม็ดฉนวนซึ่งทำหน้าที่แยกไม่ให้ด้านในของ 2เลเยอร์สัมผัสกันเพราะด้านในของ 2 เลเยอร์นี้จะเคลือบด้วยสารตัวนำไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติโปร่งแสงในเวลาจะมีการปล่อยกระแสที่เลเยอร์สารตัวนำ และเมื่อคุณกดที่Touch Screen จะทำให้วงจร 2 เลเยอร์ต่อถึงกัน จากนั้นวงจรควบคุมก็จะคำนวณค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งจะแตกต่างไปตามตำแหน่งที่สัมผัส เมื่อคำนาณค่ากระแสตามแนวตั้งและแนวนอนก็จะได้ตำแหน่งที่สัมผัสบนหน้าจอ



2. หน้าจอแบบ Capacitive
__เทคโนโลยี Capacitive มีคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งความทนทานความโปร่งแสงมักเป็นที่นิยมใน Application ประเภท เกมส์ Entertrainment,ATM, Kiosk อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม และ POS โครงสร้างของ TouchScreen แบบ Capacitive นั้นประกอบด้วยแผ่นแก้วเคลือบผิวด้วยอ็อกไซด์ของโลหะแบบโปร่งแสง เมื่อถึงเวลาการใช้งานก็จะมีการป้อนแรงดันไฟฟ้าที่มุมทั้วสี่ของ Touch Screen เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสม่ำเสมอตลอดทั่วทั้งแผ่น ผู้ใช้จะต้องใช้นิ้วมือเปล่าสัมผัสที่จอเพื่อดึงกระแสจากแต่ละมุมที่ให้แรง ดันตกลง จากนั้นแผงวงจรควบคุมก็จะคำนวณเป็นตำเหน่งที่สัมผัสได้

หน้าจอทัชสกรีน

  หน้าจอทัชสกรีนแบบ Resistive กับ Capacitive ต่างกันยังไง

           ระบบหน้าจอสัมผัสบนเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นมีมาช้านานแล้วตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งระบบหน้าจอสัมผัสจริงๆแล้วนั้นแพร่หลายอยู่บนเครื่องอุปกรณ์พกพาในรูป แบบต่างที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี เช่นพวกเครื่องเก็บเงินตามโต๊ะแคชเชียร์ หรืออุปกรณ์เช็คสต๊อคสินค้าต่างๆ เพราะด้วยความสะดวกที่มีมากกว่าจะต้องใช้ Keyboard หรือ Mouse ในการสั่งการ เพราะหน้าจอระบบสัมผัสส่วนมากจะสามารถใช้นิ้วแตะเพื่อป้อนคำสั่งได้อยู่แล้ว จนในที่สุดระบบหน้าจอสัมผัสมันเลยกลายเป็นเอกลักษณ์อันโดเด่นสำหรับอุปกรณ์ พกพาในรูปแบบ PDA ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่ PDA เกิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง Newton ของ Apple หรือแม้แต่ Palm สุดยอด PDA ยอดนิยมเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
          ระบบหน้าจอสัมผัสมันเริ่มเกิดความสับสน และวุ่นวายมากขึ้นเมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี้เองครับ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจเกี่ยวกับระบบหน้าจอสัมผัสของเครื่อง PDA Phone กันสักเท่าไร เพราะรู้กันว่า PDA Phone ในโลกแทบทุกเครื่องเป็นระบบหน้าจอสัมผัสกันหมด และก็จะมีแท่งปากกา ที่เรียกว่า Stylus เอาไว้จิ้มใช้สั่งงาน แต่ไอ้เรื่องวุ่นๆเกี่ยวกับหน้าจอมันเกิดขึ้นมาจาก iPhone ตัวเดียวจริงๆที่ปลุกกระแสหน้าจอแบบ Capacitive ให้เกิดขึ้นมา เพราะแรกๆเมื่อสัมผัส iPhone จะรู้สึกทันทีว่ามันแตะได้หนึบติดนิ้วดีมาก แต่พอเอา Stylus ของเครื่อง PDA phone ทั่วไปมาจิ้มกลับไม่สามารถสั่งงานได้ เลยเป็นคำถามคาใจว่าหน้าจอระบบทัชสกรีนซึ่งปกติเอา Stylus จิ้มได้นั้น ปัจจุบันมันมีกี่แบบกันแน่


HARDDISK

Harddisk
ได้รับการคิดค้นขึ้นในปี 1950 โดยตัว Harddisk ในยุคแรกๆ จะมีขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้ว แต่มีความจุเพียงแค่ไม่กี่เมกะไบต์เท่านั้น โดยในตอนเริ่มแรกจะเรียกว่า "fixed disks " หรือ "Winchesters" (เป็นชื่อรุ่นรหัสของผลิตภัณฑ์ IBMที่ได้รับความนิยม) แต่ตอนหลังได้เรียก Harddisk เพราะเชื่อเปรียบเทียบกับโครงสร้างแล้วคล้ายกับ floppy disk ที่ใช้กันอยู่ แต่แตกต่างกับ floppy disk ตรงที่ จานแม่เหล็กที่ใช้เก็บข้อมูลจะเป็นจานแข็งไม่สามารถยืดหยุ่นได้เหมือน floppy disk ใน Harddisk รุ่นใหม่ ๆ นั้น จะสามารถจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เนื้อที่ใน Harddisk น้อยลง และมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น
ฮาร์ดดิสก์พกพาความจุ 1TB
    โตชิบา (Toshiba) แนะนำ Canvio ฮาร์ดดิสก์พกพาที่ใช้สำรองข้อมูลได้อย่างง่ายดายด้วยความจุขนาดต่างๆ ตั้งแต่ 500GB ไปจนถึง 1TB โดยที่ความจุสูงสุดสามารถเก็บไฟล์ภาพถ่ายดิจิตอลได้สูงสุดถึง 285,000 ไฟล์ ในขณะที่เก็บเพลงดิจิตอลได้ 263,000 เพลง หรือภาพยนต์ดิจิตอลได้ 820 เรื่อง
    ขนาดของไดรฟ์พกพายูเอสบี (USB 2.0) Canvio กว้างแค่ 3.1 นิ้ว ยาว 4.7 นิ้ว และหนัก 6.3 ออนซ์ (ประมาณ 179 กรัม) โดยฮาร์ดดิสก์พกพาของโตชิบาจะมาพร้อมกับซอฟต์แวร์แบ็คอัพ NTI BackupNow EZ ที่ทำงานบนวินโดวส์ (Windows xp, vista, 7) ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเสิร์ชแล้ว มันยังมีฟังก์ชันการเรียกคืน (restore) ข้อมูลสำหรับไฟล์ที่มีปัญหาที่สามารถทำตามทีละขั้นตอน

เทคโนโลยีสำหรับ CPU

CPU มี หน่วยการทำงานหลัก 2 หน่วย คือ
1.             หน่วยควบคุม (Control Unit)ทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากหน่วยความจำหลัก มาไว้ใน register และทำการแปลงรหัส (Decoding) เรียกว่าจังหวะคำสั่ง (Instructional Cycle) แล้วจึงส่งเข้าสู่จังหวะปฏิบัติการคือ( Execution Cycle) ในหน่วยคำนวณตรรกะ
2.             หน่วยตรรกะ (ALU: Arithmetic and Logical Unit) ทำการคำนวณผล หรือเปรียบเทียบ แล้วจึงส่งผลลัพธ์เก็บไว้ใน Register ซึ่งทำหน้าที่เก็บและถ่ายทอดข้อมูลคำสั่งที่ถูกนำมา
CPU Architecture และ Clock กับการทำงาน
Architecture ของ CPU ได้แก่โครงสร้างการทำงานภายใน, ระบบบัส, วงจรการทำงานของชุดคำสั่งต่าง ๆ (Instruction Set) Clock Speed ถ้าเป็น CPU ที่ตัววงจรภายในเหมือนกัน ตัวที่มี Clock Speed สูงกว่า จะทำงานได้เร็วกว่า

CPU จากค่ายต่าง ๆ
ปัจจุบัน ผู้นำตลาดสำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ได้แก่ Intel Corp. ซึ่งผลิต CPU ในตระกูล X86 ซึ่งนอกจาก Intel แล้ว ยังมีผู้ผลิตอีกหลายราย ที่ผลิต CPU ที่ compatible กับ CPU Intel ได้แก่
                   AMD Advance Micro Device
                   VIA/Cyrix
                   IBM
                   Transmeta

                   CPU หรือ Central Processing Unit เป็นหัวใจหลักในการประมวลของคอมพิวเตอร์ โดยพื้นฐานแล้วซีพียูทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลเชิงคณิตศาสตร์และข้อมูลเชิงตรรกะเท่านั้น แต่ทำไมการคำนวณขนาดนี้ ต้องมีการพัฒนาซีพียูกันไม่หยุดหย่อน
                   ย้อนกลับไปปี 1946 คอมพิวเตอร์ยุคแรกที่มีชื่อที่พอจะจำได้ก็คือ ENIVAC นั้นทำงานโดยใช้หลอดไดโอด ซึ่งสถานะการทำงานของหลอดพวกนี้ มีสองอย่าง คือ 1 กับ 0 จะมีค่าเป็น 1 เมื่อมีกระแสไหลผ่านและเป็น 0 เมื่อไม่มีกระแสไหลผ่าน นั่นจึงเป็นเหตุผลให้คอมพิวเตอร์ใช้เลขฐาน 2 ในการคำนวณ ครั้นต่อมาวิทยาการก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จากหลอดไดโอดก็พัฒนาเป็นทรานซิสเตอร์ และจากทรานซิสเตอร์ก็พัฒนาเป็นวงจรขนาดเล็ก ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ IC และในที่สุดก็พัฒนาเป็น Chip อย่างที่เรารู้จักกันมาจนปัจจุบันนี้